กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง

  • กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง

    กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งเผยแล้งหนัก
    ในรอบ 40 ปี พร้อมสร้างการรับรู้แนะเกษตรกรดูแลพืชผลอย่างถูกวิธี

    นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีความ
    ห่วงใยพี่น้องเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ โดยในรอบปี 2562 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีฝน
    ตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งปีที่แล้วมีฝนตกทั้งปี 1,342.6 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับปีที่แล้งมากคือ ปี 2558 มีฝน
    ตก 1,419.6 มิลลิเมตร จะเห็นได้ว่าปี 2562 ฝนตกน้อยกว่า ปี 2558 และจากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยานับ
    ตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา ยังพบว่า ปี 2562 มีฝนตกน้อยที่สุดในรอบ 40 ปี โดยเฉพาะฤดูฝนในช่วงเดือน
    พฤษภาคม – เดือนตุลาคม ปีที่ผ่านมา มีฝนตกทั้งประเทศเพียง 1,114 มิลลิเมตร น้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ
    12 ทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งมีน้ำใช้การเหลือน้อยไม่เกินร้อยละ 30 ของความจุอ่าง จำนวน
    14 แห่ง เมื่อฝนตกน้อยน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติก็มีเหลืออยู่น้อยเช่นกัน จึงไม่สามารถส่งน้ำเพื่อการเพาะ
    ปลูกตามปกติได้ แม้ระยะนี้จะมีฝนตกลงมาบ้างก็ตามแต่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ ยังคงอยู่ในเกณฑ์
    น้อย

    กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง


    ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมการมาตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ออกเยี่ยมเยียน
    แจ้งข่าวเพื่อสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรได้ปรับตัวในภาคการผลิตและใช้น้ำอย่างประหยัด ทำให้สามารถรับ
    มือกับสถานการณ์ดังกล่าวมาได้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาในบางพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งกรมอุตุนิยม
    วิทยาแจ้งว่าปีนี้จะประกาศเข้าสู่ฤดูฝนประมาณปลายเดือนพฤษภาคม และอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงได้ ดังนั้น
    กรมส่งเสริมการเกษตรจึงเร่งแจ้งเตือนเกษตรกรให้รับทราบสถานการณ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะพืชที่ต้องเฝ้า
    ระวังอย่างใกล้ชิด 2 กลุ่ม คือ

    1) การปลูกข้าวรอบที่ 2 เกรงว่าจะขาดแคลนน้ำได้เนื่องจากใช้น้ำมาก ซึ่งปีนี้คณะกรรมการวางแผนการเพาะ
    ปลูกพืชฤดูแล้งได้กำหนดพื้นที่การเพาะปลูกตามศักยภาพน้ำ มีแผนควบคุมพื้นที่การปลูกข้าว รอบที่ 2 ทั้ง
    ประเทศจำนวน 4.54 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 40 ของปีที่ผ่านมาที่ได้กำหนดพื้นที่แผนควบคุม 11.21 ล้านไร่
    ปัจจุบันภาพรวมของประเทศมีการเพาะปลูกแล้ว 6.56 ล้านไร่ จึงเกินแผนควบคุมแล้ว ร้อยละ 44 ซึ่งขณะนี้มี
    การเก็บเกี่ยวไปแล้ว ร้อยละ 37 (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มี.ค. 2563) สำหรับพื้นที่ปลูกเกินแผนควบคุมไปค่อนข้าง
    มากอยู่ในเขตลุ่มเจ้าพระยา มีการเพาะปลูก 3.31 ล้านไร่ หรือร้อยละ 21.5 โดยเฉพาะในเขตชลประทานไม่มี
    แผนส่งน้ำให้ปลูกข้าวแต่มีผลการเพาะปลูกถึง 2.01 ล้านไร่ ทำให้กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมชลประทาน
    ต้องทำงานหนักมากในปีนี้ เพื่อประคับประคองน้ำในระบบชลประทานที่มีน้อยอยู่แล้วให้สามารถส่งน้ำไปรัก
    ษาระบบนิเวศน์ผลักดันน้ำเค็มและป้องกันน้ำเค็มรุกเข้าทำลายพืชสวน ซึ่งขณะนี้เกษตรกรในลุ่มเจ้าพระยา
    เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ร้อยละ 55 จึงได้ขอความร่วมมือไม่ให้ปลูกข้าวรอบที่ 3 ต่อเนื่องอีก

    2) กล้วยไม้และไม้ผลซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจเสี่ยงน้ำเค็มรุกเข้าสวนสร้างความเสียหายใน 9 จังหวัดได้แก่ กรุงเทพฯ
    ฉะเชิงเทรา นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีพื้นที่เฝ้าระวัง
    57,106 ไร่ แบ่งเป็น กล้วยไม้ 10,784 ไร่ และไม้ผล 46,322 ไร่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้สร้างการรับรู้ให้
    เกษตรกรโดยให้คำแนะนำติดตามข้อมูลข่าวสารน้ำเค็ม ระมัดระวังเรื่องการปิดเปิดประตูน้ำเข้าพื้นที่สวน การ
    ดูแลรักษาความชื้นในสวน ลดการคายน้ำของพืช การปรับลดการใช้ปุ๋ยเพื่อลดความเค็มที่เข้าสู่ต้นพืช การ
    สำรองแหล่งน้ำในสวนของตนเอง รวมทั้งให้ความร่วมมือกับระบบการผลักดันน้ำเค็มของระบบชลประทาน

    กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง

    นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าระวังป้องกันเชิงรุกในพื้นที่ไม้ผลที่มีฝนตกน้อยกว่า 800 มิลลิเมตร ซึ่งได้วิเคราะห์แล้ว
    เห็นว่าไม้ผลเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้เวลาปลูกนานกว่าจะให้ผลผลิต หากมีความเสี่ยงและตายจะทำให้เกษตร
    กรได้รับผลกระทบเสียโอกาสเรื่องรายได้ จึงได้สำรวจในพื้นที่จริงและประเมินพื้นที่ปลูกไม้ผลพื้นที่นอกเขต
    ชลประทานใน 30 จังหวัด พบว่า จากพื้นที่ปลูก 2.66 ล้านไร่ มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำและอาจตายได้
    รวม 375,000 ไร่ โดยเฉพาะไม้ผลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง จำนวน 9 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มะม่วง ลำไย ส้มโอ
    กล้วยหอม เงาะ ส้มเขียวหวาน มังคุด และลิ้นจี่ จึงได้ดำเนินการนำข้อมูลส่งให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
    (สทนช.) เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนจัดหาแหล่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกร และให้เจ้าหน้าที่
    ส่งเสริมการเกษตรเข้าไปสร้างการรับรู้แก่เกษตรกรในการดูแลรักษาสวนไม้ผลดังกล่าว

    ซึ่งผลการดำเนินงานได้มีการจัดหาน้ำเข้าไปเติมแหล่งน้ำในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำรวม 124,294 ไร่ คิดเป็น
    ร้อยละ 33 โดยกรมทรัพยากรน้ำ ส่วนการสร้างการรับรู้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ได้ให้คำแนะนำ
    การดูแลรักษาสวนไม้ผลแก่เกษตรกร ดังนี้ การรักษาความชื้น ให้ใช้วัสดุคลุมโคนต้น คลุมแปลง และการ
    ปลูกพืชคลุมดิน ลดการคายน้ำของพืช เช่น การตัดแต่งกิ่ง การบังลม พรางแสง เป็นต้น ปรับปรุงวิธีการให้
    น้ำแก่พืช โดยเพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดน้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เช่น การปรับเปลี่ยนหัวจ่ายน้ำที่มี
    ประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการปรับเปลี่ยนเวลาหลีกเลี่ยงช่วงแสงแดดจัด เพื่อลดการระเหยของน้ำ การ
    สร้างแหล่งน้ำในพื้นที่สวน เพื่อให้เกษตรกรเตรียมการแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยในส่วนของ
    กรมฯ ได้มีการจัดตั้งศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร ปี 2563 ทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ
    กรม เขต และจังหวัด เพื่อรวบรวมและติดตามสถานการณ์ภูมิอากาศ น้ำ ผลกระทบและความเสียหายด้าน
    การเกษตร รวมถึงจัดทำรายงานข้อมูลพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และบูรณา
    การกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยได้เชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการประเมินสถาน
    การณ์และการจัดการความเสี่ยงภัยแล้งในปีนี้


    กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง

    “อยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรโดยขอความร่วมมือที่จะไม่ปลูกข้าวรอบที่ 3 ต่อเนื่อง เพราะอาจขาดแคลนน้ำ
    ทำให้เกิดความเสียหายได้ ในส่วนของพื้นที่สวนใกล้แหล่งน้ำเค็มขอให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ว่าปัจจุบัน
    ระบบการผลักดันน้ำเค็มยังควบคุมได้ แต่เนื่องจากน้ำมีน้อยมาก ภาครัฐต้องใช้หลายมาตรการทั้งการนำน้ำ
    จากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วย การระวังไม่ให้มีการสูญเสียน้ำระหว่างทาง ดังนั้นเกษตรกรควรต้องเพิ่มการแก้ไข
    ปัญหาระยะยาวด้วยการสร้างแหล่งน้ำในพื้นที่ของตนเองให้ได้ รวมทั้งพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในพื้นที่ไม้ผล
    ควรมีแหล่งน้ำสำรองเช่นกัน หรืออาจจะปรับรูปแบบกิจกรรมการเกษตรให้เหมาะสมกับช่วงฤดูแล้ง เช่น การ
    ทำเกษตรผสมผสาน และเกษตรทฤษฏีใหม่ ที่จัดการพื้นที่ให้มีแหล่งน้ำในไร่นา เป็นต้น หากมีฝนตกลงมา
    ให้หาทางเก็บกักน้ำ รักษาความชื้นให้ได้ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานอย่าเพิ่งเร่งทำการเพาะปลูก ขอให้
    ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เมื่อมั่นใจแล้วจึงดำเนินการในฤดูกาลผลิตใหม่ต่อไป” รองอธิบดีกล่าว

    กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง

    กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง

    กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง

    Share FB

    27.3.63



Copyright © 2017. medias-center.com, All Rights Reserved by Wandit Medias