เรื่องจริงของ “มหากวีสุนทรภู่” ที่เราไม่เคยเรียนรู้จากตำรา

  • เรื่องจริงของ “มหากวีสุนทรภู่” ที่เราไม่เคยเรียนรู้จากตำรา

    แล้วบอกว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
    มันแสนสุดล้ำลึกเหลือกำหนด
    ดังเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
    ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

    เรื่องจริงของ “มหากวีสุนทรภู่” ที่เราไม่เคยเรียนรู้จากตำรา

    กลอนที่ใครๆ ต่างก็คุ้นหู และเป็นที่รู้จักกันดี จาก วรรณกรรมอันแสนโดดดั่งอย่าง “พระอภัยมณี” ที่สุนทรภู่เป็นผู้ประพันธ์เอาไว้ เมื่อกล่าวถึง
    “สุนทรภู่” คงไม่พ้นกับคำกล่าวขานกันว่า เป็นกวีเอกที่มีฝีมือยอดเยี่ยมของไทยและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ด้วยผลงานที่มีเอกลักษณ์
    อีกทั้งยังเป็นกวีที่มีช่วงชีวิตอยู่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 4 ดังคำกล่าวที่ว่า “กวีสี่แผ่นดิน”

    ตามประวัติศาสตร์แล้ว สุนทรภู่เป็นเลิศในการแต่งกลอนสุภาพ (กลอนตลาด) โดยจะขึ้นต้นแบบกลอนเพลงด้วยวรรครับและลงท้ายด้วย เอย
    มีคำสัมผัสที่เป็นระบบระเบียบปรากฏอยู่ในทุกวรรค เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผลงานของสุนทรภู่เป็นที่จดจำของผู้อ่านวรรณคดี ทั้งยังเข้าถึงใจ
    ประชาชนธรรมดาได้มาก สามารถอ่าน ตีความและถอดความได้ง่ายเหตุนี้จึงทำให้สุนทรภู่กลายเป็นบุคคลที่มีผู้ชื่นชอบทั้งชนชั้นสูงและชาว
    บ้านทั่วไปอย่างกว้างขวาง

    และแน่นอนเมื่อพูดถึงคำว่า ‘ประวัติศาสตร์’ หรือชุดความคิดใดความคิดหนึ่งมักเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว และมีข้อโต้แย้งข้อมูลต่อไปนี้จะพาทุกคน
    ไปพบกับ ‘ตัวตน’ อีกด้านของสุนทรภู่ผ่านหลักฐานและข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ที่เราอาจไม่รู้มาก่อน

    สุนทรภู่ ไม่ได้ “แต่งกวี” เป็นอาชีพ

    ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะสุนทรภู่ไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะบริบทสภาพแวดล้อมของยุคนั้นที่ยังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถเผยแพร่บทกวี
    ให้กว้างขวาง อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าในยุคต้นรัตนโกสินทร์ยังไม่มีเทคโนโลยีการพิมพ์ และชาวบ้านในสมัยนั้นยังไม่สามารถอ่านหนังสือออกได้
    ด้วยเหตุนี้ผลงานของสุนทรภู่จึงไม่ได้เผยแพร่หรือเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และทำให้เขาไม่ได้เป็นกวีอาชีพ ในความหมายของการเขียนกวี
    ขายเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างนั้นสุนทรภู่ก็มีอาชีพหลักที่เกี่ยวกับตัวหนังสือหรืออักษรต่างๆ นั่นคือ การเข้ารับราชการเป็น
    อาลักษณ์ราชสำนักในกรมพระอาลักษณ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ร่างหนังสือ (จดหมายและเอกสาร) ของราชการ

    สุนทรภู่เกิดที่ “วังหลัง” ไม่ใช่ “เมืองแกลง”
    บทกลอนที่ท่องกันมาตั้งแต่สมัยประถมว่า สุนทรภู่มหากวีนั้นเป็นชาว “เมืองแกลง” จังหวัดระยองนั้น เนื่องจากท่านเดินทางไปเยี่ยมบิดาที่นั่น
    เลยมีการเข้าใจว่าเป็นบ้านการ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเมืองแกลงคือบ้านเกิดบิดาของสุนทรภู่นั่นเอง ซึ่ง ‘วังหลัง’ ในที่นี้หมายถึง วังหลัง
    ศิริราช แต่ขณะเดียวกันหลายคนอาจไม่ทราบว่า พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานที่อยู่ในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชก็มีการจัดแสดงนิทรรศการ
    ที่เผยแพร่ข้อมูลว่าสุนทรภู่เป็นคนวังหลังอีกด้วย

    สุนทรภู่ชอบเดินทาง
    นอกจากภาษาที่สละสลวย สวยงามแล้ว สุนทรภู่ยังเป็นนักเดินทางที่ออกไปผจญโลกนอกพระนครตัวยง ไม่ว่าจะด้วยความจำเป็นอันเนื่องมา
    จากหน้าที่การงานหรืออะไรก็แล้วแต่ หากสุนทรภู่มีชีวิตอยู่ใน สุนทรภู่แต่งนิราศเป็นจำนวนมาก อาทิ นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองแกลง นิราศ
    พระบาท และอื่นๆ รวมทั้งหมด 9 เรื่อง และนี่ก็คือตัวอย่างกลอนและโคลงที่แสดงถึงการเล่าเรื่องในสถานที่ที่สุนทรภู่ได้เดินทางไป ตัวอย่างเช่น

    นิราศภูเขาทอง

              ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์              มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
         แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร              จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา
              ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก      สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉ
          ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป               แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน


    อย่างไรก็ตามแม้จะไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงที่สุด การถกเถียงที่อยู่บนข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ก็ทำให้เห็นหรือการตีความถึงสุนทรภู่ในรูป
    แบบหรือมิติอื่นๆ มากขึ้นนะคะ





    Share FB
    26.6.63


Copyright © 2017. medias-center.com, All Rights Reserved by Wandit Medias