• ระยองเล็งผุดโรงไฟฟ้าขยะเฟส 2 รับ EEC ตั้งแท่นศึกษาเป็นศูนย์รวมใหญ่
    ขยะชุมชน 3 จังหวัด


    อบจ. ระยอง เร่งดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ RDF ขนาด 9.8 เมกะวัตต์ รองรับ
    ขยะได้ 500-700 ตัน/วัน เริ่มต้นก่อสร้างในอีก 3 เดือน โดยจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีครึ่ง
    ตามนโยบายรัฐบาลที่มอบหมายให้กลุ่มปตท. ภายใต้ บริษัท จีพีเอสซี ร่วมมือกับ อบจ.ระยอง
    ตั้งเป้าเน้นใช้วัตถุดิบขยะจากทั้งจังหวัดระยอง หากดำเนินการได้ดี อาจสร้างเฟส 2 รับขยะ
    จังหวัดพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่ EEC

    ระยองเล็งผุดโรงไฟฟ้าขยะเฟส 2 รับ EEC ตั้งแท่นศึกษาเป็นศูนย์รวมใหญ่

    นายสุริยะ ศิริวัฒน์ รักษาการผู้อำนวยการกองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหาร
    ส่วนจังหวัดระยอง (อบจ.ระยอง) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง
    (Refuse Derived Fuel : RDF) จังหวัดระยองเพิ่งได้รับใบอนุญาตการรับซื้อไฟฟ้าจากคณะกรรมการ
    กำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นโรงไฟฟ้าขนาด 9.8 เมกะวัตต์ รองรับขยะได้ 500-700 ตัน/วัน เริ่ม
    ต้นก่อสร้างในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือช่วงกลางปี 2562 มีระยะเวลาในการก่อสร้างเดิม 2 ปี แต่ได้
    เร่งรัดให้เสร็จภายใน 1 ปีครึ่ง หรือภายในปลายปี 2563 ตามนโยบายรัฐบาลนั้นได้มอบหมายให้กลุ่ม
    ปตท.ภายใต้บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือจีพีเอสซี ร่วมมือกับ อบจ.ระยอง
    สร้างโรงไฟฟ้าใน ต.น้ำคอก อ.เมือง จ.ระยอง โดยจีพีเอสซีเป็นผู้ลงทุนทั้งค่าจัดทำและที่ดินเป็นมูลค่า
    กว่า 1,000 ล้านบาท บนพื้นที่ทั้งหมด 429 ไร่ ซึ่งกลุ่มปตท.มีองค์ความรู้ด้านการจัดทำพลังงานทำให้
    สามารถเข้ามาสนับสนุนการจัดการปัญหาขยะระยองได้อย่างสมบูรณ์



    โครงการดังกล่าวตั้งเป้าใช้ขยะเป็นวัตถุดิบทั้งจังหวัดระยอง ตามการรวมกลุ่มคลัสเตอร์ของกระทรวง
    มหาดไทย ซึ่ง อบจ.ระยองจะทำหน้าที่ในการรวบรวมขยะจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุก
    แห่งในจังหวัดระยอง ปริมาณขยะประมาณ 1,000 ตัน/วัน เป็นขยะชุมชนทั้งหมด โดยในส่วนที่เกินจาก
    การผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขยะ RDF จะทำการฝังกลบในหลุมขยะบริเวณโครงการ และจะทยอยขุด
    ขึ้นมาใช้ ซึ่งที่ผ่านมาโครงการจัดการขยะ RDF จังหวัดระยอง มีขยะสะสมแล้ว 1,000,000 ตัน

    ส่วนการขนย้ายขยะจากต่างอำเภอเข้ามาจะส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ไม่พอใจหรือไม่นั้น ได้มีการ
    สอบถามรับฟังความคิดเห็นประชาชนตลอด เพราะเดิมที่บริเวณนี้เป็นหลุมฝังกลบขยะ ก่อให้เกิดกลิ่น
    เหม็น น้ำเสีย และสร้างมลพิษ แต่พอทำเป็นโรงไฟฟ้าขยะจะบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้ เพราะทำการ
    เผาเป็นพลังงาน และไม่มีกลิ่น ควัน รวมทั้งมีระบบควบคุมมลพิษที่ได้มาตรฐานเตรียมศึกษาเฟสต่อเนื่อง



    นายสุริยะกล่าวอีกว่า หากโครงการโรงไฟฟ้าขยะ RDF จังหวัดระยองสามารถดำเนินงานไปได้ด้วยดี
    อาจมีการเชื่อมโยงรับขยะจากจังหวัดข้างเคียง หรือจังหวัดในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
    (อีอีซี) หรือไม่นั้น ต้องดูในรายละเอียดการเพิ่มปริมาณของขยะชุมชน หากขยะชุมชนเพิ่มขึ้นเป็นถึง
    1,500-2,000 ตัน/วัน ในอนาคตสามารถเพิ่มกำลังการผลิต และติดต่อทางจีพีเอสซีให้เพิ่มการลงทุน
    โรงไฟฟ้าเฟส 2 ทำให้สามารถรับขยะจากพื้นที่ใกล้เคียง เช่น พัทยา ได้ในอนาคต

    ยิ่งไปกว่านั้นปัจจุบันมีตัวแปรสำคัญ คือ นโยบายอีอีซีของรัฐบาลที่ทำให้มีความจำเป็นต้องศึกษาระยะ
    2 ต่อเนื่อง เพราะถึงแม้โรงไฟฟ้าแห่งแรกจะมีศักยภาพในการรองรับขยะทั้งจังหวัดระยองได้ แต่ใน
    อนาคตเมื่อขยะเพิ่มขึ้นต้องมีโรงไฟฟ้าขยะแห่งที่ 2 เกิดขึ้นเพื่อรองรับ โดยทางจีพีเอสซีให้ข้อมูลว่า
    พร้อมจะสร้างโรงไฟฟ้าแห่งที่ 2 กำลังการผลิตไฟฟ้า 9.8 เมกะวัตต์เท่ากับโรงไฟฟ้าแห่งแรกได้หนุน
    ครัวเรือนแยกขยะ

    นายสุริยะกล่าวเพิ่มเติมว่า การแยกขยะในระดับครัวเรือนจะช่วยสนับสนุนการดำเนินการโรงไฟฟ้าขยะ
    ได้มาก เนื่องจากหากนำขยะรวมที่มีขยะอินทรีย์ผสมอยู่ด้วย และมีความชื้นสูงเข้าสู่ระบบโรงไฟฟ้าขยะ
    จะทำให้ไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะการนำขยะเปียกเข้าสู่ระบบใช้พลังงาน
    ต้องมีกรรมวิธีในการแยกขยะอีกหลายขั้นตอน แต่หากแยกขยะอินทรีย์เสร็จสิ้นตั้งแต่ต้นทาง จะทำให้
    สามารถนำไปทำวัสดุปรับปรุงดินได้ง่ายและมีคุณภาพ เช่น การล้างถุงพลาสติก หรือบรรจุภัณฑ์ จาก
    นั้นแยกออกจากขยะอินทรีย์ หรือจัดให้มีที่เก็บขยะอินทรีย์ในร้านค้าและตลาดสด เพื่อส่งตรงเข้าระบบ
    หมักก๊าซชีวภาพ ซึ่งจะทำให้ได้พลังงานทดแทน รวมถึงสามารถนำกากตะกอนจากการหมักไปใช้เป็น
    วัสดุปรับปรุงดินได้อีกด้วย

    “ทุกวันนี้ที่ขยะไม่มีคุณภาพ เพราะมีขยะอินทรีย์ปนอยู่กับทุกอย่าง ปนอยู่กับขวดพลาสติก และพลาสติก
    RDF ที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จะถูกปนเปื้อน ซึ่งถ้าเอาออกตั้งแต่ต้นทางขยะจะมีคุณภาพสูง
    รวมถึงปลายทางจะไม่มีกลิ่นเหม็น เพราะขยะอินทรีย์เป็นต้นเหตุของความเหม็น ทั้งในบ้าน ในถังขยะต้น
    ทาง รถขนส่ง ไปจนถึงปลายทาง ซึ่งถ้าเอาออกตั้งแต่ต้นทางจะแห้งหมด เหมือนการคัดแยกในต่าง
    ประเทศ เช่น เรามีกล่องข้าวพลาสติกที่ทานไม่หมด ก็เทเศษอาหารรวมในขยะอินทรีย์ ล้าง จากนั้นทิ้งกล่อง
    ในขยะทั่วไป ซึ่งขยะอินทรีย์เองสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในระดับครัวเรือนได้ เช่น ปุ๋ยหมักชีวภาพ ถัง
    หมัก EM เป็นต้น กล่าวคือ ถ้าต้นทางแยกมาดี ปลายทางจะทำงานได้ง่าย มีประสิทธิภาพสูง” นายสุริยะกล่าว

    นอกจากนี้ อปท.ควรกำหนดวันเก็บตามประเภทเพื่อสนับสนุนการแยกขยะ โดยแยกวันเก็บขยะอินทรีย์ ขยะ
    ทั่วไป และขยะพลาสติก เป็นคนละวันกัน เป็นต้น ซึ่งการกำหนดวันนี้ก็ต้องคุยกันเพื่อดำเนินการเป็นนโยบาย
    รวมในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันต้องเก็บเกือบทุกวัน เพราะมีปริมาณขยะที่มาก รวมไปถึงอาจต้องมีการ
    วางมาตรการระดับท้องถิ่นเพิ่มเติม เช่น การเก็บค่าจัดการ เพิ่มกรณีไม่แยกขยะอีกด้วยจึงจะสามารถลดขยะ
    ได้ตั้งแต่ต้นทาง โดยปัจจุบันแม้ทางจังหวัดมีการรณรงค์ผ่านโครงการ 3R ประชารัฐในการรณรงค์การคัด
    แยกขยะ แต่ในเชิงความเข้มข้นและมาตรการเอาผิดนั้นยังไม่มีชัดเจน

    ภาพและข้อมูลจากhttps://www.prachachat.net/local-economy/news-316106,
    www.greennetworkthailand.com/


    Share FB
    22.4.19




Copyright © 2017. medias-center.com, All Rights Reserved by Wandit Medias