รถยนต์ไฟฟ้าทางเลือกใหม่ แก้ปัญหามลพิษได้จริงหรือ

  • รถยนต์ไฟฟ้าทางเลือกใหม่ แก้ปัญหามลพิษได้จริงหรือ

  • PM 2.5 เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ มลพิษที่เกิดขึ้นจากการจราจรที่หนาแน่นในเมือง
    ใหญ่ และมีอันตรายต่อสุขภาพรวมถึงสิ่งแวดล้อม หนึ่งในทางออกที่ได้รับการกล่าว
    ถึงคือการลดปริมาณไอเสียจากรถยนต์โดยการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้แทนรถยนต์
    ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเมื่อพิจารณาในเบื้องต้นอาจเชื่อได้ว่าเป็นทางออกที่น่าจะช่วย
    แก้ไขปัญหาได้จริง เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทไม่มีการปล่อยไอเสีย แต่หาก
    วิเคราะห์ให้รอบด้านถึงที่มาของพลังงานไฟฟ้า รวมถึงกระบวนการผลิตรถยนต์แล้ว
    ทางเลือกดังกล่าวจะยังสามารถตอบโจทย์เรื่องมลพิษได้จริงหรือไม่

    รถยนต์ไฟฟ้าทางเลือกใหม่ แก้ปัญหามลพิษได้จริงหรือ

  • แต่ก่อนที่จะไปถึงเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่าไอเสียรถยนต์นั้นเป็นตัวการหลัก
    หรือไม่ เพราะจริง ๆ แล้ว ฝุ่นขนาดเล็กและมลพิษทางอากาศอื่น ๆสามารถเกิดได้จากการเผา
    ไหม้ไม่สมบูรณ์จากไอเสียของเครื่องยนต์สันดาปภายในทุกชนิด การเผาในที่โล่ง ควันจาก
    โรงงานอุตสาหกรรม จากโรงงานผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการรวมตัวของก๊าซอื่น ๆ ในบรรยา
    กาศ เป็นต้น

    จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษที่อ้างอิงถึงงานวิจัยในปี 2017 ไอเสียของรถยนต์ดีเซลคิด
    เป็น 20-30% ของแหล่งที่มาของฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ซึ่งแม้จะไม่ใช่ทั้งหมดของปัญหาแต่
    ก็เป็นตัวการสำคัญ การลดปริมาณไอเสียจากรถบนท้องถนนจึงน่าจะมีส่วนช่วยลดฝุ่นและก๊าซ
    พิษต่าง ๆ ได้มาก อย่างที่เราทราบกันดีว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีหลายประเภท มีตั้งแต่รถ BEV (battery
    electric vehicles) ที่ไม่มีการปล่อยไอเสียเลยเนื่องจากเป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และ
    ใช้พลังงานแบตเตอรี่ซึ่งมาจากการเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าอย่างเดียว ส่วนรถ PHEV (plug-in
    hybrid electric vehicles) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ 2 ระบบ คือ ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (internal
    combustion engine : ICE) และมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนร่วมกัน สามารถเสียบปลั๊กชาร์จ
    ไฟฟ้าได้เหมือนรถ BEV

    และอีกประเภทคือรถ HEV (hybrid electric vehicles) เป็นรถยนต์ใช้เครื่องยนต์สลับกับมอเตอร์
    ไฟฟ้าเช่นกัน แต่ไม่มีช่องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้า ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 ประเภทนี้มีการปล่อย
    มลพิษน้อยกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว หากเราใช้อัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ซึ่ง
    สามารถดูได้จาก ecosticker โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของรถยนต์แต่ละคัน เป็นตัว
    วัดการปล่อยมลพิษจากไอเสีย (ecosticker ไม่ได้ระบุอัตราการเกิดฝุ่น) จะพบว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่อง
    ยนต์เพียงอย่างเดียวจะมีอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ที่ราว 100 กรัมต่อกิโลเมตร (g/km) สำหรับ
    รถขนาดเล็ก (ecocar) และสูงได้ถึงราว 200 g/km สำหรับรถกระบะที่ใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งขึ้นอยู่กับ
    มาตรฐานของเครื่องยนต์และน้ำมันที่ใช้เติม

    ในขณะที่รถ BEV จะมีอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 เป็นศูนย์ ส่วนรถ PHEV จะอยู่ที่ราว 50-60 g/km
    และรถ HEV จะอยู่ที่ราว 90-100 g/km อย่างไรก็ดี ตัวเลขการปล่อยก๊าซ CO2 จากท่อไอเสียยังไม่
    ใช่มลพิษทั้งหมดของรถยนต์เหล่านี้ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งต้องรวมมลพิษทาง
    อากาศจากการผลิตไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของ “ต้นทุน” ด้านมลพิษของการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าด้วย
    เช่นกัน

    รถยนต์ไฟฟ้าทางเลือกใหม่ แก้ปัญหามลพิษได้จริงหรือ
    จากการศึกษาของคณะนักวิจัยจาก TDRI ในปี 2016 พบว่าอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 เมื่อรวม
    การผลิตไฟฟ้าในการใช้รถ BEV จะอยู่ที่ประมาณ 100 g/km ใกล้เคียงกับรถขนาดเล็ก ecocar
    แต่ก็ยังต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ทั่วไปอยู่มาก แหล่งที่มาของไฟฟ้า
    จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การลดมลพิษโดยการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น

    จากแผนการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี 2561-2580 (PDP 2018) ที่เพิ่งผ่าน
    การเห็นชอบในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่าน
    มา การผลิตพลังงานไฟฟ้าในช่วง 20 ปีข้างหน้าจะลดการใช้ถ่านหินลงจาก 21% ในปัจจุบัน
    เหลือประมาณ 12% แต่ก็ยังพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากการเผาไหม้เชื้อเพลิง อาทิ ก๊าซธรรม
    ชาติ/LNG และชีวมวลในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง

    ดังนั้น ด้วยแผนพลังงานไฟฟ้าของประเทศในระยะ 20 ปีข้างหน้า แนวทางการลดมลพิษทาง
    อากาศในเมืองโดยการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องเกิดขึ้นควบ
    คู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าของไทย ให้ได้ปริมาณไฟฟ้าเพิ่ม
    ขึ้นจากปริมาณเชื้อเพลิงเท่าเดิม และปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้มีการปล่อยมลพิษจากเชื้อเพลิง
    เดิมให้น้อยลงกว่าในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ควรต้องนำมาพิจารณา คือ มลพิษที่เกิดจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเอง
    ซึ่งแม้ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องกังวลในขณะนี้รถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ยังมาจากการนำเข้าจาก
    ต่างประเทศเป็นหลัก แต่หลายค่ายรถยนต์ก็มีแผนที่จะผลิตแบตเตอรี่ในประเทศในอนาคตตาม
    แนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของรัฐบาล

    รถยนต์ไฟฟ้าทางเลือกใหม่ แก้ปัญหามลพิษได้จริงหรือ

    ข้อมูลจากต่างประเทศชี้ว่า การผลิตรถ BEV มีการปล่อยมลพิษสูงกว่าการผลิตรถ ICE โดย
    ส่วนใหญ่เกิดจากวัสดุและการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน จากบทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์
    Financial Times ซึ่งอ้างอิงการศึกษาโดยคณะผู้วิจัย MIT Trancik Lab ประเทศสหรัฐอเมริกา
    พบว่ารถ BEV ขนาดใหญ่ เช่น Tesla Model S มีมลพิษเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต (production
    emission) เมื่อแปลงเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 สูงกว่ารถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์
    อย่าง BMW 7 Series อยู่ถึง 49% เป็นต้น

    คณะผู้วิจัย MIT Trancik Lab ยังแนะนำให้พิจารณามลพิษตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์
    หรือที่เรียกว่า life-cycle emission โดยคำนึงถึงมลพิษที่เกิดตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน
    ด้วยเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ที่มาของเชื้อเพลิง ตลอดจนการทำลายซากซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เ
    เพราะในระยะยาวเรายังต้องคำนึงถึงการกำจัดแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของรถยนต์ไฟฟ้าหลัง
    หมดอายุการใช้งาน ซึ่งเป็นกากอุตสาหกรรมอันตรายที่ต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยก็ยังชี้ว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีอัตราการปล่อยมลพิษตลอดอายุการใช้
    งานต่ำกว่ารถยนต์ขนาดเดียวกันที่ใช้เครื่องยนต์อยู่มาก แม้การปรับไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะ
    เป็นทางออกที่ดี แต่คงใช้เวลาค่อนข้างมากก่อนที่จะเกิดขึ้นในปริมาณที่มี critical mass เพียง
    พอในการลดปัญหามลพิษในเมือง เพราะรถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะ
    รถ BEV ที่ยังเป็น niche market และค่ายรถยนต์ที่นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้สำหรับรถยนต์
    PHEV หรือ HEV ที่ผลิตในประเทศก็ยังเป็นสำหรับรถยนต์ราคาตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปอยู่
    หากต้องการให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นภาครัฐคงต้องมีมาตรการเข้ามาสนับ
    สนุนเพื่อจูงใจเพิ่มขึ้น อาทิ ช่วยสนับสนุนในเรื่องของราคา หรือการมีโครงการเปลี่ยนรถยนต์
    เก่าที่หมดสภาพแล้วมาเป็นเครดิตในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้ การวางโครง
    สร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จไฟฟ้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานก็จะเป็นแรงจูงใจที่
    สำคัญเช่นกัน ซึ่งการมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จไฟฟ้าที่ทั่วถึงจะลดความจำเป็น
    ของการใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาดใหญ่ในรถยนต์ไฟฟ้า ช่วยให้รถยนต์ราคาถูกลงและ
    ยังสร้างมลพิษในกระบวนการผลิตน้อยลงอีกด้วย

    ในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อพิจารณาจากต้นเหตุสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ปริมาณรถยนต์ที่วิ่ง
    อยู่บนท้องถนนจำนวนมาก วิธีที่จะสามารถแก้ไขปัญหาก่อนก็คือ การลดปริมาณรถยนต์ส่วน
    บุคคลบนท้องถนน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อระบบขนส่งสาธารณะมีความเชื่อมโยงให้สามารถเดิน
    ทางได้สะดวกสบาย มีความปลอดภัย และเป็นมิตรกับผู้ใช้งานประชาชนในกรุงเทพมหานคร
    คงหันมาใช้รถโดยสารประจำทางกันมากขึ้นหากไม่ต้องรีบวิ่งและกระโดดขึ้นรถเหมือนทุก
    วันนี้ นอกจากนี้ การปรับปรุงรถขนส่งสาธารณะที่สร้างมลพิษจำนวนมากโดยเฉพาะรถโดย
    สารประจำทางที่ยังใช้น้ำมันดีเซลและเครื่องยนต์ที่เก่าให้มีมาตรฐานไอเสียที่ดีขึ้นก็จะสามารถ
    ช่วยได้มาก ส่วนการนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้กับรถขนส่งสาธารณะ ก็เป็นแนวทาง
    หนึ่งที่จะช่วยลดปัญหามลพิษในเมืองใหญ่ได้อย่างดีเช่นกัน


    ข้อมูลจาก https://www.prachachat.net/columns/news-296122
    ภาพจาก pixabay


    Share FB
    12.3.19




Copyright © 2017. medias-center.com, All Rights Reserved by Wandit Medias