• พาราควอต 1 ใน 3 สารเคมีอันตรายในอุตสาหกรรมการเกษตร

    ความพยายามในไทยในการผลักดันการห้ามใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด (พาราควอต คลอร์ไพริฟอส
    และไกลโฟเซต) ยืดเยื้อมาเกือบสองปี ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา ที่ประชุม
    คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติ 16 ต่อ 5 เสียง สนับสนุนให้การอนุญาตใช้สารพาราควอต หนึ่งใน
    สารเคมีอันตรายทางการเกษตรต่อ



    มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งนี้ เป็นการยืนยันมติที่ประชุมเดิมเมื่อเดือน พ.ค. 2561 ไม่ยกเลิก
    นำเข้าและใช้สารเคมีการเกษตรอันตราย 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต
    โดยอ้างว่า ปัจจุบันยังไม่มีสารหรือมาตรการทดแทน โดยระหว่างนี้ให้กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิจัย
    ลดการใช้และหามาตรการทดแทน คาดว่าอีก 2 ปี จึงจะยกเลิกได้ถาวรขณะที่เครือข่ายสนับสนุนการ
    แบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร แสดงความผิดหวังต่อมติดังกล่าว โดยมูลนิธิชีววิถี (Biothai) ชี้ว่า
    เหตุผลของกรมวิชาการเกษตร ที่ระบุถึงสถิติการใช้พาราควอตลดลงในปี 2561 นั้น แท้จริงเกิดจาก
    บริษัทสารพิษได้นำเข้าสารดังกล่าวมากักตุนในช่วงปี 2560 เพิ่มขึ้นจากปี 2559 กว่าร้อยละ 41 หลัง
    จากกระทรวงสาธารณสุขเสนอให้มีการแบนเมื่อเดือน เม.ย. 2560

    การเสนอยกเลิกใช้สารเคมีอันตรายชนิดนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางข้อถกเถียงของฝ่ายที่เป็นห่วงเรื่อง สุขภาพ
    และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีงานวิจัยจากภาควิชาการออกมาหลายชิ้นเกี่ยวกับการตกค้างในสิ่งแวดล้อมของ
    สารเคมีเกษตรดังกล่าว กับฝ่ายธุรกิจเคมีและภาคเกษตรบางส่วนที่เห็นว่า การใช้สารเคมียังมีความจำ
    เป็นเพราะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้

  • พาราควอต เป็นชื่อของสารเคมีกำจัดวัชพืช หรือยาฆ่าหญ้าที่เกษตรกรไทยนิยมใช้ในพืชไร่ เป็นยาเผา
    ไหม้ออกฤทธิ์เร็ว ทำให้วัชพืชแห้งเหี่ยวและตายได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่มีฤทธิ์ทำลายระบบราก
    ของพืชประธาน ใช้ในไร่อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา

    ปี 2560 ไทยนำเข้าสารพาราควอต 44,501 ตัน มูลค่า 3,816 ล้านบาท เป็นมูลค่าสูงเป็นอันดับหนึ่งของวัตถุ
    อันตรายที่นำเข้ามาในไทย ตามด้วยสารไกลโฟเซต ที่ไทยนำเข้า 59,852 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,283 ล้านบาท
    วันที่ 23 พ.ค.2561 คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด แต่ให้จำกัดการใช้
    สวนทางกับข้อเสนอของ กระทรวงสาธารณสุขที่เสนอให้ยกเลิกการตกค้างของพาราควอตต่อพืชผัก

    นักวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ในเดือน ธ.ค.2560
    ตรวจพบสารพาราควอตในผักท้องถิ่นทุกตัวอย่าง ได้แก่ พริกแดง กระเพรา คะน้า ชะอม ขณะที่การตรวจ
    สารตกค้างของผักผลไม้ในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างค้าปลีกของเครือข่ายเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัด
    ศัตรูพืช (Thai-PAN) พบสารพาราควอตในผักผลไม้ในระดับเกินมาตรฐานสูงถึง 38 ตัวอย่างจาก 76 ตัวอย่าง

    ตามข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ระบุว่า พาราควอตมีพิษสูง แค่การกินเพียงจิบเดียวก็ถึง
    แก่ชีวิตได้ โดยไม่มียาถอนพิษ

    เมื่อปี 2009 องค์การอนามัยโลก จัดให้พาราควอต เป็นสารเคมีอันตรายปานกลาง แต่มีข้อสังเกตในรายงานว่า
    มีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวหากถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย และเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากรับประทาน
    หรือสัมผัสกับผิวหนังในบริเวณกว้าง



    ด้านศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี รายงานสถิติผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษพาราควอต ช่วง
    ปี 2553-2559 ว่ามีจำนวน 4,223 ราย มีผู้เสียชีวิตคิดเป็น 46.18% สาเหตุหลักเกิดจากการนำไปใช้ฆ่าตัวตาย
    56.60% การห้ามใช้พาราควอตในต่างประเทศอย่างน้อย 51 ประเทศทั่วโลกที่ ยกเลิกการใช้พาราควอต ซึ่งรวม
    ถึงประเทศในสหภาพยุโรป ที่ยกเลิกเมื่อปี 2007

    ศาลแห่งสหภาพยุโรปมีคำสั่งยกเลิกการใช้พาราควอต เนื่องจากข้อกังวลด้านสุขภาพและการประเมินความปลอด
    ภัยในสารเคมี รวมทั้งการไม่นำรายงานผลกระทบต่อโรคพาร์กินสัน มาพิจารณาในเอเชีย ห้ามใช้พาราควอตแล้ว
    ใน 9 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน คูเวต ลาว เกาหลีใต้ ศรีลังกา ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเวียดนาม

    ส่วนประเทศที่จำกัดการใช้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จีนทยอยยกเลิกการใช้พาราควอตตั้งแต่ปี
    2012 ด้วยเหตุผลเพื่อการปกป้องสุขภาพของประชาชน และยกเลิกการใช้และจำหน่ายสูตรน้ำ เมื่อปี 2016 ส่วน
    ประเทศไทย มติไม่ยกเลิกของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2562

    สถิติที่น่าหนักใจอีกอย่างหนึ่งคือ มีผู้เสียชีวิตด้วยพาราควอตจากการประกอบอาชีพ 8.19% คิดเป็นจำนวน 171
    ราย

    ขณะเดียวกัน ประชาคมนักวิชาการที่สนับสนุนการยกเลิกพาราควอต ได้เผยแพร่งานวิชาการหลายชิ้นที่ระบุว่า
    พาราควอต สัมพันธ์กับการก่อโรคพาร์กินสัน เป็นพิษเฉียบพลันสูงจากการสูดดม

    การสวมเสื้อผ้าแบบปกปิดมิดชิดก็ไม่สามารถป้องกันการสัมผัสทางผิวหนังได้ และบาดแผลเผาไหม้ที่เกิดจากพารา
    ควอตเองจะทำให้พาราควอต ผ่านเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว

    นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    และกรรมการปฏิรูปสาธารณสุข กล่าวว่า กลไกของพาราควอตเมื่อเข้าไปทำลายร่างกายแล้ว สามารถทำลายอวัยวะ
    ต่าง ๆ ได้หมด กลุ่มอาการของโรคที่สารเคมีสะสม เป็น โรคที่รักษาไม่ได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่โรคไต มะเร็ง โรคตับ น่าจะมี
    ส่วนร่วมอยู่ด้วย และโรคทางสมองที่รักษาไม่ได้

    "รายงานที่ตรงกันพบว่า ความสำคัญของมันอยู่ที่ได้รับบ่อย ๆ ถึงจะปริมาณน้อยก็ตามเข้าไปสม่ำเสมออยู่เรื่อย ๆ ถึง
    ทำให้เกิดโรค" นพ. ธีระวัฒน์ กล่าว "การบอกว่าเมื่อเจาะเลือดแล้วไม่เจอ ได้รับการพิสูจน์เรียบร้อยแล้วว่า ไม่ใช่แค่
    ปริมาณเยอะอย่างเดียว แต่แม้ปริมาณน้อยจนแทบตรวจไม่ได้ แต่ได้อยู่เรื่อย ๆ ก็ทำให้เกิดโรคชัดเจน"


    ข้อมูลและภาพhttps://www.bbc.com/thai/thailand-45312985

     


    Share FB
    15.2.19




Copyright © 2017. medias-center.com, All Rights Reserved by Wandit Medias